ฟลูโอโรสโคปี

การกลืนแป้งดูกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก

การสวนแป้งดูลำไส้ใหญ่

พื้นฐานเกี่ยวกับฟลูโอโรสโคปี
     ฟลูโอโรสโคปี (fluoroscopy) เป็นการตรวจทางรังสี ซึ่งเป็นการใช้รังสีเอกซ์โดยรังสีแพทย์เพื่อให้ได้ภาพของอวัยวะภายในร่างกายที่เป็นภาพจริง ณ ขณะนั้น (real time imge) ระบบประกอบด้วยเตียงเอกซเรย์ และแกนเอกซเรย์ที่เป็นแขนรูปตัว C ซึ่งมีแหล่งกำเนิดเอกซเรย์อยู่ใต้เตียง และมีตัวรับภาพอยู่เหนือเตียง และส่งสัญญาณภาพไปแสดงยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ในทันที      อย่างไรก็ตามการใช้เอกซเรย์ ยังมีอันตรายเนื่องจากเอกซเรย์เป็นรังสีที่แตกตัวได้ ดังนั้นการตรวจจะต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ การใช้เวลาในการตรวจไม่มากนัก และการใช้เทคโนโลยีตัวรับภาพและการสร้างภาพรุ่นใหม่จะทำให้กระบวนการตรวจมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประวัติ
     การเริ่มต้นของระบบฟลูโอโรสโคปี สามารถสืบค้นไปในช่วงเดียวกับการค้นพบเอกซเรย์นั่นเอง นั่นคือเมื่อพบเอกซเรย์แล้ว นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญคือ Thomas Edison ก็ได้ค้นพบว่าแผ่น calcium tungstate สามารถที่จะส่งสว่างเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยเอกซเรย์ และได้ผลิตเครื่องฟลูโอโรสโคปีออกขายเพื่อการค้านับแต่นั้น อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดของแผ่นเรืองแสง ดังนั้นการตรวจฟลูโอโรสโคปีในช่วงแรกๆ จึงต้องทำในห้องมืด ซึ่งเป็นปัญหาเป็นอย่างมาก ต่อมามีการพัฒนาแผ่นเรืองแสงและระบบกล้องโทรทัศน์ในช่วงปี 1950 ระบบฟลูโอโรสโคปีจึงได้พัฒนาเพิ่มขึ้น จนสามารถทำการตรวจในห้องปกติได้ และระบบกล้องทำให้สามารถเห็นภาพของการตรวจผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ได้ในทันที และเมื่อพัฒนาแผ่นเรืองแสงที่ทำจาก CsI ซึ่งช่วยลดสิ่งรบกวนในภาพ ทำให้ปริมาณรังสีที่ให้แก่ผู้ป่วยลดลงแต่ได้ภาพที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น แม้ว่าการตรวจฟลูโอโรสโคปีจะมีปริมาณรังสีที่น้อย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นการตรวจในสตรีมีครรภ์และเด็กจึงจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงอยู่

การกลืนแป้งดูหลอดอาหาร

การสวนสารทึบรังสีดูกระเพาะปัสสาวะในเด็ก

การส่งตรวจพิเศษทางรังสี
จุดประสงค์ในการส่งตรวจ ได้แก่
    • สงสัยพยาธิสภาพของระบบทางเดินอาหาร เช่น การส่งตรวจสวนแป้งระบบลำไส้ใหญ่ และการกลืนแป้งสำหรับระบบหลอดอาหารและทางเดินอาหารส่วนต้น
    • สงสัยพยาธิสภาพของระบบประสาทไขสันหลัง และระบบข้อต่อต่าง ๆ
    • สงสัยพยาธิสภาพของระบบสืบพันธุ์สตรี
    • ใช้ช่วยในการผ่าตัดทางออร์โธปิดิกส์ (กระดูก)
ขั้นตอนการถ่ายเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี (Fluoroscopy Procedure)

การถ่ายเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี คือการใช้รังสีเอกซ์เพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในขณะนั้น (real time) โดยมักใช้ร่วมกับ สารทึบรังสี (Contrast Agents) เช่น แบเรียม (Barium) หรือไอโอดีน (Iodine) เพื่อช่วยให้เห็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นโพรงหรือหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน

1. การเตรียมตัวก่อนการตรวจ (Pre-Procedure Preparation)
การเตรียมตัวจะแตกต่างกันไปตามชนิดของการตรวจฟลูออโรสโคปี เช่น การกลืนแบเรียม หรือการสวนแป้ง
  1. การอดอาหารและน้ำ
    • หากเป็นการตรวจระบบทางเดินอาหาร เช่น การกลืนแบเรียม ผู้ป่วยต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 4–8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารว่าง
  2. การเตรียมลำไส้
    • หากเป็นการตรวจลำไส้ใหญ่ เช่น การสวนแป้งแบเรียม ผู้ป่วยต้องทำความสะอาดลำไส้ด้วยยาถ่ายหรือการสวนอุจจาระ ตามคำแนะนำการเตรียมตัวก่อนการตรวจ เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนที่สุด
  3. การแจ้งข้อมูลสุขภาพ
    • แจ้งรังสีแพทย์หรือนักรังสีเทคนิคทันที หากกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
    • แจ้งประวัติการแพ้ยา โดยเฉพาะการแพ้สารทึบรังสีชนิดไอโอดีน
    • แจ้งประวัติโรคไตหรือโรคเบาหวาน ซึ่งอาจมีผลต่อการกำจัดสารทึบรังสี
  4. การถอดวัตถุโลหะ
    • ถอดเครื่องประดับและเสื้อผ้าที่มีโลหะ เช่น ซิปหรือกระดุม ออกจากบริเวณที่ตรวจ และเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับผู้ป่วย
2. ระหว่างการตรวจ (During the Procedure)
  1. การจัดท่าทางและการให้สารทึบรังสี
    • ผู้ป่วยจะนอนบนเตียงของเครื่องเอกซเรย์พิเศษ ซึ่งสามารถปรับเอียงได้ระหว่างการตรวจ
    • รังสีแพทย์ หรือนักรังสีการแพทย์/พยาบาล จะให้สารทึบรังสีตามชนิดของการตรวจ ดังนี้
      • การดื่ม: ใช้ในการตรวจหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร เช่น การกลืนแบเรียม
      • การสวน: ใช้ในการตรวจลำไส้ใหญ่
      • การฉีด: ใช้ในการตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ (IVP)
  2. การถ่ายภาพแบบเรียลไทม์
    • ใช้เครื่องฟลูออโรสโคปีถ่ายภาพรังสีเอกซ์อย่างต่อเนื่อง
    • ภาพจะแสดงบนจอมอนิเตอร์ เพื่อให้รังสีแพทย์ติดตามการเคลื่อนที่ของสารทึบรังสี
  3. การเคลื่อนไหวและการควบคุม
    • ผู้ป่วยอาจถูกขอให้เปลี่ยนท่าทาง เช่น พลิกตัว หรือตะแคงตัว เพื่อให้เห็นอวัยวะจากหลายมุม
    • อาจมีการกดหรือสัมผัสบริเวณช่องท้องเบา ๆ เพื่อช่วยกระจายแป้งแบเรียม
  4. การเก็บภาพเอกซเรย์
    • มีการบันทึกภาพเอกซเรย์เฉพาะตำแหน่ง (Spot Films) เพื่อใช้วิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง
3. หลังการตรวจ (Post-Procedure Care)
  1. การพักฟื้น
    • หากมีการฉีดสารทึบรังสีเข้าหลอดเลือด เช่น การตรวจ IVP ผู้ป่วยต้องรอสังเกตอาการประมาณ 30 นาที ก่อนกลับบ้าน
  2. การดูแลหลังรับแป้งแบเรียม
    • ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับแป้งแบเรียมออกจากร่างกาย
    • อุจจาระอาจมีสีขาวหรือสีเทาอ่อนในช่วง 1–3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติ
  3. การติดตามผลการตรวจ
    • รังสีแพทย์จะอ่านผลและบันทึกผลในระบบ เพื่อให้แพทย์เจ้าของไข้ใช้ประกอบการวินิจฉัย และแจ้งแผนการรักษาต่อไป
ระยะเวลาในการตรวจ: ประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของการตรวจ